LEGO Serious Play คืออะไร

 

LEGO Serious Play (LSP) คืออะไร ? 

ถ้าเอาตามความหมายที่ทาง LEGO มีเป๊ะๆ ก็คือ

" The LEGO® SERIOUS PLAY® methodology is an innovative process designed to enhance innovation and business performance "

แต่ถ้าจะเอาแบบเข้าใจง่ายก็ต้องขอต้องย้อนอดีตกันหน่อยนะคะ เพราะว่าที่มาของ LSP จะทำให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้นว่า LSP คืออะไร 

ย้อนไปที่ปี 1994 ที่ตอนนั้น LEGO เองก็ได้รับผลกระทบจากการมีคู่แข่งหน้าใหม่ๆ เข้ามาแย่งลูกค้าในตลาดของเล่นเด็ก อย่างเช่น อย่างเช่น วีดิโอเกมส์

CEO ของ LEGO ก็คือ Kjeld Kirk Kristiansen  ต้องเรียกทีมงานประชุมเพื่อวางแผนรับมือโดยด่วน แต่ว่าการประชุมก็เป็นไปด้วยบรรยากาศเดิม ๆ แผนกลยุทธ์ที่คิดได้ก็เดิมๆ จน CEO ต้องให้ 2 ที่ปรึกษาจาก สวิตเซอร์แลนด์ Bart Victor และ Johan Roos ช่วยคิดว่า จะมีวิธีไหน ที่ทำให้ทีมงานมีไอเดียใหม่ ๆ มาใช้ในการแก้ไขปัญหาที่เจออยู่ได้ 

ซึ่งที่ปรึกษาทั้ง 2 คนนี้ได้หยิบเอาผลิตภัณฑ์ของบริษัทก็คือ LEGO นั่นเองมาใช้เป็นเครื่องมือในการประชุม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุม สามารถสื่อสารความคิด และมุมมองของตนเองได้ดียิ่งขึ้น และได้พัฒนากระบวนการนี้มาเรื่อย ๆโดยใช้การสังเกตการเรียนรู้ของเด็กระหว่างที่เล่น LEGO มาประยุกต์รวมกับจิตวิทยาการเรียนรู้ของผู้ใหญ่  จนกลายเป็น LEGO Serious Play โดยเชื่อว่า ถ้าเด็ก ๆ เล่น LEGO เพื่อสร้างจินตนาการและความฝันให้ออกมาเป็นโมเดลที่จับต้องได้ ผู้ใหญ่ก็สามารถเล่น LEGO เพื่อทำให้ไอเดีย วิสัยทัศน์ แผนการต่างๆ ที่คิดไว้ ออกมาชัดเจน เป็นจริง จับต้องได้เช่นกัน

สรุปแล้ว LEGO Serious Play ก็คือการเทคนิคการใช้ LEGO ให้เป็นเครื่องมือช่วยให้ทีมงานได้สื่อสารแนวคิด มุมมองภายในทีมได้ชัดเจนขึ้น ทำให้ทีมงานมองเห็นภาพรวมของปัญหาที่กำลังพูดถึงเป็นภาพเดียวกัน และนำไปสู่การวางแผนแก้ไขปัญหา วางแผนกลยุทธ์ หรือเพื่อสร้างสิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น  LSP ยังทำให้ผู้เล่นแต่ละคนเข้าใจตัวเองได้ลึกซึ้งมากขึ้นด้วยระหว่างที่กำลังเล่น LEGO ผ่านเทคนิคของ LSP

สำหรับตอนต่อไป มาดูกันค่ะว่า เครื่องมือที่ใช้ในการประชุม วางแผนต่าง ๆ มีมากมาย ทำไม LEGO จึงได้เข้าตากรรมการ จนถูกพัฒนาให้เป็น Lego Serious Play ในที่สุด

ถ้าอยากติดตาม Series ความรู้ชุด LEGO Serious Play แบบไม่ให้พลาด สามารถกด Subscribe ได้ที่นี่ รวมทั้งไป Follow Fanpage : ฺBridge Learning Solutions ได้นะคะ

 

ขอบคุณภาพจาก https://www.flickr.com/martinalvarez/

Visitors: 24,448